Archive

Posts Tagged ‘นิทาน’

สองฝั่งทางช้างเผือก ตอนที่สาม

กรกฎาคม 20, 2008 ใส่ความเห็น

สี่ยามกว่าแล้ว แต่ห้องนอนชั้นสองของบ้านริมทะเลหลังนั้นยังไม่ดับไฟ

เสียงคลื่นซัดสาดเป็นระยะๆ ตัดกับเสียงสะอื้นที่แว่วลอดออกมาจากหน้าต่าง

มองผ่านม่านผ้าฝ้ายสีขาวพริ้วที่คล้อเคลียกับลมทะเลเข้าไป มุมห้องมีโต๊ะเครื่องแป้งกับบานกระจกเงา

บนโต๊ไม้ทรงกลมข้างหน้าต่างมีกี่ทอผ้าขนาดเล็กตั้งอยู่

กลุ่มด้ายคละสีตกเกะกะอยู่ที่พี้น กลิ้งไปมาตามแรงลม

บนเีตียงสาวน้อยในชุดคลุมนั่งซบหน้าอยู่้ ผ้าคลุมสีครีมเปี้อนรอยน้ำตา

“ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ ด้วยนะ…?

พ่อก็รู้ว่าฉันพยายามแล้ว งานทอที่สั่ง ถึงจะหนักแค่ไหนก็ส่งให้ได้ทันเวลา แล้วทำไมถึงยังเป็นอย่างนี้..?

ไม่เชื่อใจกันบ้างเลย…”

เธอนึกน้อยใจ นิ้วลูบสัมผัสผ้าไหมปูเตียง ถึงเนื้อผ้าจะละเอียดนวลพริ้ว แต่สัมผัสสากเเข็ง เพราะปลายนิ้วผ่านกรำงาน

“หรือมันจะไม่ไหวจริงๆ? หรือฉันละเลยหน้าที่ไปอย่างที่พ่อว่าจริงๆ?”

“แล้วเมื่อไหร่มันจะถึงเวลา? เวลาที่เหมาะสมอย่างที่พ่อบอก อย่างที่ทุกคนบอก”

เธอพลิกตัวนอน หงายหน้าขึ้นมองไฟระย้าบนเพดาน โคมไฟแกว่งไปมาช้าๆ

นึ่ง เธอนอนอยู่อย่างนั้น ฟังเสียง ลม คลื่น

เสียงหัวใจเต้น .. ตุบ.. ตุบ

เธอหลับตา ฟัง

.

เสียงเล็กๆเริ่มก้องขึ้น และเป็นจังหวะ

ความคิดเวียนว่าย

“จังหวะที่คล้องจองกัน ทุกสรรพสิ่งที่คล้องจองกัน”

“ตัวตนของเราและสิ่งเเวดล้อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

“ทุกอย่างในอนาคตเป็นผลของเหตุในปัจจุบัน”

เธอคิดถึงแม่ของเธอ

แม่.

พลัน เธอลืมตาขึ้น เพดานสีขาว แต่เธอเห็นท้องฟ้าคืนนี้ไร้เมฆา

ความหวัง.

เธอลุกขึ้นนั่ง

กลุ่มด้ายสีแดงกลิ้งตามแรงลม มาหยุดข้างๆเท้าของเธอ

เธอก้มลงมอง แล้วเก็บมันขึ้นมา

“เราต้องเชื่อ”

เธอเดินไปที่โต๊กลม นั่งลง และเริ่มทอผ้าอีกครั้ง

-จบ

สองฝั่งทางช้างเผือก ตอนสอง

กรกฎาคม 13, 2008 ใส่ความเห็น

ตะวันเริ่มโพล่พ้นขอบฟ้าแล้ว
แสงแดดสีทองตอนฟ้าสางส่องประกายสะท้อนกับหยาดฝนที่ปลายหญ้าเป็นเงาระยับ
ไอน้ำค้างระเหยขึ้นเมื่อต้องกับความร้อนเป็นม่านหมอกบังตาสร้างมิติน่าดูยิ่งนัก

นกกระจิ๊บสี่-ห้าตัวบินไปมาส่งเสียงเจี้ยวจ้าวไม่เกรงใจใคร
บางตัวก็หยอกล้อเล่นกัน บางตัวก็จ้องมองหาแมลงและหนอนอ้วนที่ออกมานอนตากน้ำค้างเพลินจนลืมกลับรูมาเป็นอาหารเช้าแก้หนาว

สายน้ำในลำธารใกล้ๆ ระรินระรวยช้าๆ แต่สม่ำเสมอ
ปลาซิวฝูงใหญ่ว่ายเวียนวนอยู่ใต้เงาต้นหลิวที่โบกสะบัดไปตามจังหวะลมยามเช้า

เอ๊ะ! เงาตะคุ่มๆอยู่ตรงโคนต้นหลิวนั่นอะไร?
จะว่าเป็นหมาจิ้งจอกน้อยมาแอบรอขย้ำนกแสนซนก็ไม่น่าใช่ เพราะเสียงโอดโอยคราง ละม้ายคล้ายมนุษย์ซะมากกว่า

มองเข้าไปใกล้ๆ ก็ใช่ใครอื่น
เจ้าชายคิโฮโบชินั่นเอง แต่ทำไมถึงมานอนอยู่ที่นี้ละ?
เสี้อสีฟ้าอ่อนตัวเก่งก็เปลื้อนทั้งคราบโคลนและ …เลือด?

โอยย….สว่างจัง  ลืมตาไม่ขึ่นเลย

อืออ..เมื่อยไปหมด… นี่ที่ไหน?

..เจ็บหัวจัง…… เฮ้ยนี่เลือดนิ? โดนอะไร…?

….เมื่อคืน??  สิ่งสุดท้ายที่พอจะจำได้ ….รสชาเขียวข้นกับโมจินุ่ม ……เรานั่งคุยกับเจ้าหญิงอยู่…? แล้วเกิดอะไรขึ้น?  จำไม่ได้….

แล้วเจ้าหญิงละ?? อยู่ไหน…..? หรือว่า….?

….เค้าไม่น่าจะทำเรา…เพื่ออะไร?

ไม่น่านะ….แต่ทำไมละ?………ทำไม?

เฮ้อปวดหัวไปใหญ่….

มือซ้ายก่ายหน้าผาก ป้องตาจากแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านต้นหลิว ลมเย็นพัดหวิว..หวิว…

เฮ้อ…….

….

สามพิษ…..โลภที่ไม่เคยพอ โกรธที่ไม่เป็นดังใจ และเขลาเบาปัญญา

ยังไม่ได้เล่าให้เค้าฟังเลย…..

โลภที่ไม่เคยพอ โกรธที่ไม่เป็นดังใจ และเขลาเบาปัญญา……

โลภที่ไม่เคยพอ โกรธที่ไม่เป็นดังใจ และเขลาเบาปัญญา……

โลภที่ไม่เคยพอ….

….โลกใบนี้พอเพียงสำหรับทุกคน แต่ไม่พอเพียงสำหรับความโลภของคน

โกรธที่ไม่เป็นดังใจ…

…..เขลาเบาปัญญา

อย่างเรานี่เขลาเบาปัญญาหรือเปล่านะถึงได้มานอนหัวแตกอยู่อย่างนี้….

…….อือ……ปวดหัวจัง….แล้วฝูงแกะที่เรามัดไว้ที่ขอบกลุ่มดาวทะเลเป็นยังไงบ้างนะ…..

…ลุก.. ลุก… นอนอยุ่อย่างนี้ไม่ได้แล้ว   แผลที่หัว.. แตกเยอะหรือเปล่านะ?

อึ้บ……

เจ้าชายค่อยๆ พยุงตัวขึ้น เดินเหยาะแหยะไปช้าๆ จนลับตาไปที่ขอบเนินภูเขาเขียว ใบหญ้าพริ้วตามสายลมย้อนยามเที่ยงวัน

…………………จบตอนสอง

สองฝั่งทางช้างเผือก ตอนที่ 1

กรกฎาคม 8, 2008 1 comment

เจ้าชายคิโฮโบชิ : หวัดดีครับ

เจ้าหญิงโอริฮิเมะ: หวัดดีจ๊ะ

เป็นยังไงบ้างครับ ไม่ได้เจอกันนานเชียว

ดีจ๊ะ… นั่นสิ ปีหนึ่งเต็มๆ แล้วเนอะ

จะว่าเร็วก็เร็ว ช้าก็ช้า ว่าไหม?

นั่นสิ… เวลา เป็นสิ่งที่แปลกนะคะ

แล้วหนึ่งปีที่ผ่านมา ไปทำอะไรมาบ้างละครับ?

ก็ ไม่อะไรมากหรอก ฝั่งนี้ของทางช้างเผือกไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเท่าไหร่เลย

ไม่จริงมั้งครับ เห็นทุกปีที่เจอกันก็เห็นบอกอย่างนี้ แต่ที่ผมเช็ดดูข่าว ผ่านอาร์อาร์เอส ฟีด (rrs feed) ปีนี้ ฝั่งคุณออกจะมี สีสัน

ตามข่าวจริงนะค่ะ ไหนว่ายุ่งๆ ตามเก็บเป้าคำอธิฐานที่คนบนโลกเค้าเขียนขอไว้ของปีที่แล้วจนไม่ได้ทำอย่างอื่นไง?

ก็ใช่ครับ แต่ก็พอมีเวลาบ้าง… พูดถึงเรื่องคำอธิฐานแล้ว ปีนี้ได้ลองเช็คๆ ดูบ้างหรือยัง?

จากที่ก็ดูผ่านๆ ก็คล้ายทุกปีแหละ – ไม่เงิน ก็เรื่องงาน ก็เรื่องความรัก สุขภาพ หรือ ครอบครัว จะดีหน่อย ก็เรื่องการเรียน ….เหมือนเดิม

แล้วจะให้เค้าอธิฐานขอ อะไรละครับ – ยิ้มๆ -

……. อือ ตอบยากนะคะ คำถามนี้

ผมเองก็ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน เพราะที่ผมอ่านๆดู คำอฐิธานที่คนเค้าเขียน แล้วเอามาห้อยไว้ที่ต้นไผ่ทุกๆวันที่7ดือน7 ทุกๆปีมันก็ดูคล้ายกัน สิ่งที่ทุกคนขอมองรวมๆ แล้วก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่

นั่นสิค่ะ ทุกคนก็อธิฐานขอให้ตัวเองพ้นจากความทุกข์ทั้งนั้น

ครับ และถ้าขึ้นชื่อว่าความทุกข์แล้ว ไม่ว่าจะสูงศักดิ์ เงินล้นฟ้า หรือ คนธรรมดา หน้าติดดิน ก็มีความทุกข์ที่คล้ายๆกันทั้งนั้น

คล้ายกันยังไงคะ? แต่ละคนเกิดมาไม่เหมือนกัน ความทุกข์จะเหมือนกันได้อย่างไร

เป็นคำถามที่ดีมากเลยนะครับ แต่ถึงรูปแบบของความทุกข์จะแตกต่างกันอย่างที่เจ้าหญิงบอก – คนจนทุกข์เรื่องทรัพย์ คนรวยทุกข์เรื่องเบื่อ คนหนุ่มสาวทุกข์เรื่องความรัก คนแก่ทุกข์เรื่องสุขภาพ แม่ทุกข์เรื่องลูก พ่อทุกข์เรื่องการงาน แต่บ่อเกิดของความทุกข์นั่นไม่ต่างกันเลยนะครับ

บ่อเกิดของความทุกข์เหรอคะ? เล่าให้ฟังหน่อยสิ

ครับ ในทางพุทธเค้าเรียกว่า พิษสาม คือ ความโลภ ความโกรธ และความเขลา – โลภที่ไม่เคยพอ โกรธที่ไม่เป็นดังใจ และเขลาเบาปัญญา

แหมคล้องจองกันดีเหลือเกินนะคะ

ฮ่ะๆ ผมนักเลงกลอนเก่านะครับ

ไม่ค่อยเลยนะคะเนี่ย .. อืมม แต่ช่วยอธิบายเพิ่มอีกหน่อยได้ไหมคะ

ได้ครับ แต่ผมชักคอแห้ง ขอ ชาเขียวหน่อยได้ไหมครับ

คะ รอเดี๋ยวนะคะ…

—-จบตอน 1 —–