Archive

Archive for the ‘Reflection’ Category

บ่นๆ: ท้องไส้ โลก และ การ reset

กันยายน 14, 2011 ใส่ความเห็น

สิ้นเสียงระเบิดสนั่น ท้องฟ้าก็พลันสว่างจ้า ราวกับดวงอาทิตย์ที่เฉิดฉายอยู่บนท้องฟ้าได้เพิ่มเป็นสองถึงสามดวง แสงจ้าแสบตานั้นเฉิดฉายอยู่ซักสองสามนาทีได้ มันค่อยๆวูบไป พล้นนั้นลมร้อนจากกรรโชคแรงโผยพัดเอาสิ่งต่างๆที่อยู่รอบกายปลิวไสว นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย?

วันนี้นอนแบปอยู่บ้านได้สองชั่วโมงไม่ถึงก็เกิดอาการคิดโน่นคิดนี้ ฟุ้งซ่านต้องลุกขึ้นมาเขียน blog นี้หลังจากละไปนาน อาจารย์รู้ว่า คงอดคิดไม่ได้ว่าถ้าขยันเขียน thesis เหมือนกับ blog คงจะจบไปนานแล้ว ทำไงได้คิด thesis มันไม่ออกนิครับ  เขียนไปก็จิบน้ำชาและเคี้ยวขนมปังกรอบตามหมอไปหยับๆ  เดายังไงก็คงไม่ถูกว่าป่วยเป็นโรคอะไรกันแน่  ใช่ไหม?

หมอสาวใหญ่สั่งให้ผมนอนลงบนเตียงแต่โดยดี ปลดกระดุมซะ เธอสั่ง ผมทำตามอย่างว่าง่าย สมองไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น  กระดุมกางเกงยีนส์ถูกปลด หมอเอามือเย็น วางที่ท้อง คลำไปมา มันเสียวแปลบๆ พิกล แล้วเธอก็กระชากกางเกงในผมให้ลงต่ำไปอีก ตกใจ แต่ทำอะไรไม่ทันแล้ว ปล่อยเธอคลำท้องน้องผมไปมา สภาพผมตอนนี้คงไม่ต่างจาก ไอ้ดูบที่บ้านที่นอนหงายท้องให้น้องผมเอาเท้าเกาๆ ผิดกันก็ที่ว่าไอ้ตูบมันเพลิดเพลิน ผมเจ็บท้องเสียวปลาดๆ

ได้ยามาสองชุด anti-biotic กับยาลดไข้ หมอสั่งไม่ให้ทานเนื้อผักผลไม้และของมันใดๆถ้าอยากหาย ขนมปังข้าวและชาอ่อนๆคือสิ่งที่ผมได้รับอนุญาติ  ถ้าย้ำอยู่สองสามรอบเดินคอตกมาซื้อหนมปังกะยาแล้วกลับมานอนพักที่บ้านแต่โดยดี

ยาเม็ดสองเม็ดแรกลงท้องไป ผมก็นอนอ่านหนังสือ ท้องมันส่งเสียงโอกอาก ดังผิดปกติ ผมได้คิดถึงคำเภสัชที่บอกกับผมว่า antibiotic ฆ่าหมดทั้งแบคทีเรียใจดีและใจร้ายนะหนูเออ เค้าใช้คำว่า reset

ฟังเสียงกระเพราะร้องไป สมองก็ฟุ้งซ่านไปพลาง ขณะนี้ในท้องของเราคงไม่ต่างจากสมรภูมิ แบคทีเรียใจร้าบบุกมาก่อนทำให้ท้องปั่นป่วน ไม่ย่อย ตดเหม็นและไข้ขึ้น สถานะการแย่ลงเรื่อยๆ ทำให้ประธาณาธิปดีตัดสินใจกดปุ่มทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ลงกลางเมือง แม้ว่าจะทราบก็ตามว่าจะทำให้ประชาชนตาดำๆสูญเสียชีวิต และภูมิคุ้มกันของประเทศลดลง

ถ้าเรามองต่อและลองคิดว่าโลกของเราคือร่างกายเรา ตอนนี้มันคงป่วยเป็นระยะๆ ถึงจะยังไม่โคม่าเข้าไอซียู มันก็เริ่มกระเสาะกระแสะ รุกเราจากแบคทีเรียใจร้าย ไวรัสจอมโหด รวมทั้งพ้องเพื่อนอีกมากมาย  อากาศเหม็น อึดอัด อยู่แล้วไม่สบายตัว ถ้ามัน reset กันได้ให้กลับไปเริ่มจุดใหม่ๆเราจะทำกันไหมนะ?

ถ้ามองย้อนกลับไปยามเด็ก ผมเชื่อว่าได้ศัพท์คำว่า resetนี้ มาจากการเล่นแฟมมิคอนเครื่องแดงขาวกับน้องชาย

“เฮ้ยจะตายแล้วอะเฮีย “

“ไม่เป็นไรเซพไว้ละ รีเซท์เลย แล้วโหลดใหม่เอา “

ปัญหาคือชีวิตของเรา มันทำไม่ได้อย่างนั้น ต้องเล่น และปรับกันไปเรื่อยๆจนกว่า จะ…กันไปข้างหนึ่ง (ดี หรือ พัง – กรุณาเลือกเติม)

………………

คิดถึงยาธาตุน้ำขาวตรากระต่ายบิน (ฟุ้งซ่านอีกละ!)

Peanuts: The Meaning of Christmas?

ธันวาคม 11, 2010 ใส่ความเห็น

I am a big fan of Peanuts.  I couldn’t remember when it started.  Since I can remember it has always been one of my favourite comic alongside Tin Tin and Asterix, the Gaul.  For a long time I have forgotten Charlie Brown and Snoopy, busy with life and other things important, or rather that I think important.  My time is still 24hours but there are more things to do.  Email, chat, blogs (of course), more inventions and technology to catch up.  Perhaps someone forgot that we need to create more time to use all these things.

I stumbled over a blog about Peanuts and as one do, one looks over in Youtube and indulge oneself over countless suggestion – I saw many Peanuts clips that and they made me wonder whether Peanuts was actually created for adult rather than kid.  The music and the dialogue are just pure genius.  It simple for kids but hidden with deep and meaningful message for adult.

As Christmas season is already well on the way, snow – lots of snows.  Street full of shoppers.  Expectation, looking, searching for happiness.  I’d like to share this video with you: The meaning of Christmas.

Luke 2:10-17

Do nor be afraid I bring you good news of great joy that will be for all the people. Today in the town of David a Saviour has been born to you; he is Christ the Lord This will be a sign to you: You wilt find a baby wrapped in strips of cloths and lying in a manger.

“great joy that will be for all the people” – yes, that’s me and you.  And people of the world.

While gift and presents are of course important they can not replace our heart, friendship and care.  Let’s us not forget that not.

Merry x mas to the world, and to you.


Categories: Essay, Reflection, Uncategorized ป้ายกำกับ:, ,

Old post: เหล่าอี้

ธันวาคม 6, 2010 2 ของความคิดเห็น

“ท๊อปครับ….”

ว่าจะพักเขียนเรื่องหนักๆ ซักหน่อย…. เพราะหลังจากที่เพื่อน คอมเม้น ประมาณว่า blog หนักเกินไปหรือเปล่า มีเเต่เรื่อง ชีวิตๆ  จะว่าไป จ๋าก็พูดถูกนะ  แวะไปอ่านของคนอื่นเค้า ก็ดู ‘ลั้นล้า’ ดีจัง กลับมาดูของเราเลยสำเหนียก ประมาณว่า อ่านแล้วอาจจิตตกได้ อาจพาลคิดว่าคนเขียนมันเครียดกะชีวิตซะจริงๆ ( อะไรจะจริงจังขนาดนั้น )        ไม่รู้สิ! เขียนเรื่อง ‘ลั้นล้า’ แล้วมันรู้สึกไม่ค่อย ‘เค้น’ เท่าไหร ไม่ได้ว่าใคร หรือเปรียบเทียบกับใครนะ เพียงแต่ส่วนตัว ชอบที่จะเขียนๆ แนวสังเกตุการณ์และวิเคราะห์ มากกว่า

ว่าจะพักเขียนเรื่องหนักๆ ซักหน่อย  …. แต่ก็อดไม่ได้อีกแล้ว

เคยสังเกตุว่าหัวเราจะเริ่มคิดเรื่อง “เป็น-อยู่-คือ” ก็ตอนเมื่อมีเรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย เข้ามากระทบ กับชีวิต พูดง่ายๆ คือมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา จะว่าเริ่มคิดเพราะเริ่มเป็นทุกข์ก็ไม่ผิด เพราะเราคิดหาทางออกจากความทุกข์นั้น แต่จะว่าคนคิดมากเป็นคนทุกข์ก็ไม่ถูกอีก เพราะคิดเพราะสงสัยก็มี

สองวันก่อน แม่โทรมาตอนบ่ายสี่เกือบห้า ก่อนรับก็สงสัยแล้วละ เพราะทุกทีไม่โทรมาตอนนี้ – แม่น่าจะนอนไปแล้ว

“ท๊อปครับ….เหล่าอี้ เสียแล้วนะ” – เสียง พร่าๆ มาตามสาย – “อือครับ” คุยกะแม่ซักพักก็วางสายกลับไปทำงานต่อ

ระหว่างพิมพ์รายงานอยู่ก็เช็กตัวเองเป็นระยะๆ มึงเศร้าไหมวะ ไหวไหม? ก็รู้ตัวว่าเศร้า ก็เสียใจ  แต่มันรู้สึกแปลกๆ มันเศร้าแบบชาๆ พิกล  มันรู้สึกแบบ “อือครับ” จะว่าเพราะมาอยู่ที่นี้นานแล้วก็อาจจะส่วนหนึ่งมั้ง

เหล่าอี้(น้องของย่า)เป็นญาติทางพ่อคนหนึ่งที่ไม่แต่งงาน แกคุมร้านขายวัศดุก่อสร้างอยู่แถวๆ ถ.ช้างเผือก เลี้ยงท๊อปมาตั้งแต่เล็ก แต่จำความได้ครั้งแรกก็คือตอนที่ถูกส่งไปฝึกงานกับแก (คือไปช่วยงานแกที่ร้านนั้นแหละ) ร้านของเหล่าอี้เป็น เสมือนศูนย์ฝึกอบรมณ์การประกอบอาชีพประจำตระกูลเลยก็ว่าได้  หลานๆทั้งหลายต้องมาผ่านการเข้มพิเศษที่นี้ก่อนเกือบทุกคน ให้รู้ถึงค่าของเงิน นับเงินเป็น เช๊กของ ดูแลร้าน ปัดกวาดเช็ดถู  ดูเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ดีนะ แต่ความรู้เสึกตอนนั้นของเรา(8-10ขวบ)คงเป็นประมาณว่าเข้า Boot Camp คือโครตไม่ชอบ และต่อต้านเป็นพิเศษ ร้านของเหล่าอี้ในความความทรงจำคือมันเก่าๆ ฝุ่นเยอะ น่ากลัว น่าเบื่อ น่าเบื่อมากๆ แทบจะรอวินาทีที่ได้กลับไม่ไหว  มีอยู่ครั้งหนึ่งอาละวาด   – รถไปส่งถึงร้านแล้ว แต่ไม่ยอมลง ลุงสงัดผู้ช่วยประจำร้านมาเปิดประตู ก็ไม่ยอมลง ลากลง ก็ไม่ยอม ดึงที่โหนเหนือประตูรถไว้เเน่น ร้องไห้ ตะโกน-ไม่ยอมปล่อยหรอกๆ ( อาละวาดน่าดู -_-‘)

ในความทรงจำ เรื่องของเหล่าอี้ก็เลยไม่ค่อยจะสวยหรูเท่าไหร แต่มองย้อนกลับไป ก็ได้เรียนรู้หลายๆ อย่างกับเหล่าอี้มากมาย – เหล่าอี้สอนให้นับเงิน ไม่ให้เงินนับเรา ให้จับเงินแต่เล็กจะได้ไม่หน้ามืดเวลาเห็นเงินเยอะๆ , สอนให้อดออม แกซื้อหมูกระปุกให้หยอด 5บาททุกครั้งที่มาทำงาน  แต่หมูตัวนั้นโดนใครก็ไม่รู้ชิงทุบไปเสียก่อน, สอนให้รู้เคุณค่าของเงินถ้าสั่งอะไรมา ต้องกินให้หมด และแกจะบังคับให้กินให้หมดด้วย เล่นเอาจนท้องอืดเพราะก๋วยเดี๋ยวข้างร้านบ่อยๆ เหล่าอี้ชอบเลี้ยงหลานๆ และจะขยั้นขยอให้กินอีก กินอีกไหม? จนมีครั้งหนึ่ง พรวดออกมาเป็นเส้น เพราะกินมากไปจนมันไม่ย่อย, สอนเขียนบัญชี สอนให้เช๊คของ นับเล็กนับน้อย ดูแลทรัพย์สมบัติของเรา อ่านรหัสโค๊ดลับประจำตัวสินค้าที่แกเขียนไว้ทุกตัว ไอ้โค๊ตนี้คนขายเท่านั้นที่รู้ว่ามันคืออะไร ต้นทุน และส่วนราคาที่ควรจะขายมันติดไว้อยู่ตรงนั้น ทำให้แกตัดสินใจได้ทันทีว่าควรจะขายให้ลูกค้าคนนี้ในราคาเท่าไหร

คุยกับน้องใน msn เมื่อเช้า เค้าว่าจะเผาศพวันอาทิตย์นี้ น้องบอกว่าจะไปส่งเหล่าอี้ จะบวชจูงแก บ่นกับน้องว่าไปอีกคนแล้ว….

Top  Rain  เฮ้อ ไปอีกคนซะแล้ว

Rain   Top  อื้อ

Rain   Top  :’(

Top  Rain   ไม่รู้ดิ เฮียเศร้านิดๆ แต่ไม่มากอย่างที่คิด

Top  Rain   เพราะอยู่ที่นี้นานแล้วมั้ง

Rain   Top  เศร้าเยอะ แต่ทำใจได้

Top  Rain   นึกถึงแต่วันเก่าๆ

Top  Rain   ตอนไปฝึกงาน กะแก ตอนแกเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวจนกลับมาอ้วกที่บ้าน

Rain   Top  ก็เหล่าอี๊เลี้ยงแทมกับ หนุย เยอะที่สุดไง

Rain   Top  ร้านแกก็เหมือนเดิม จนวันที่แกเสียน่ะแหละ ไม่มีอะไรเปลี่ยน

Rain   Top  ยกเว้นสังขาร

Top  Rain   ตอนที่เจอหนังสือโป๊ที่ใครก็ไม่รู้เอาไปซ่อนในท่อ Pvc

Top  Rain   เฮ้อ—–

Rain   Top  จำที่แกสอนๆไว้ให้ติดตัวไปนี่แหละ

Top  Rain   ก็คงงั้น ก็เอาไปได้แค่นั้น

Top  Rain   แปลกดีอยู่ที่นี้แล้ว เหมือนถูกแช่เเข็งความทรงจำ

Rain   Top  มันอยู่คนละสังคม เราก็ได้แต่นึกถึงเรื่องมัยก่อนแหละ

Rain   Top  ถ้ากลับมาอยู่แบบแทมก็จะรู้ว่าอะไรต่อมิอะไรมันไม่เหมือนเดิมแล้ว

Top  Rain   ก็คงงั้น

Top  Rain   อีกไม่นานหรอก

Rain   Top  จะไปดึงดันให้มันเหมือนเดิมอย่างที่เราคิดตอนอยู่โน่นก็คงจะไม่ได้

Rain   Top  เดินไปข้างหน้าอย่างเดียว

Top  Rain   ก็ไม่ได้คิดว่ามันจะเหมือนเดิม

Top  Rain   เพียงแต่ว่า มันแปลกที่รู้สึกว่า มันเป็นโลกสองใบ ที่เดินไปคนละจังหวะ

Top  Rain   มันก็คงเป็นงั้นแหละ

Rain   Top  เข้าใจๆ

Top  Rain   แต่เอียรู้สึกไม่ อินกะโลกนั้นเลย

Top  Rain   เศร้าแต่ไม่รู้จะเศร้าไง

Top  Rain   อยู่นี้ มันตัวเรา สุดๆ

Top  Rain   นี้ขนาดมีสมาชิกให้ดูแลบ้างนะ ไม่งั้น ไม่สนใคร

Top  Rain   คงกลับซักวันละ

Rain   Top  ถ้าอยุ่แล้วไม่รู้อยู่ไปทำไมก็ลองกลับมาดู

Rain   Top  เพราะที่โน่น แทมว่าสังคมที่อยู่มันก็ค่อนข้าง well – organised

Top  Rain   ก็รู้นะว่าอยู่ไปทำไม

Top  Rain   ก็เลยอยู่มา 11ปีแล้วไง

“ก็เลยอยู่มา 11ปีแล้วไง” ….

ในช่วงที่เราไม่เฝ้าดูมันเวลาผ่านไปเร็วจริงๆ  ช่วง11ปีที่ผ่านมา ญาติๆเพื่อนๆ จากไปหลายคน  มันเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่ไกลบ้านที่ไม่ชอบเลย เวลาแม่หรือป๊าโทรมาเวลาแปลกๆ แล้วขี้นเสียงต่ำๆว่า “ท๊อปครับ….” นักเรียนต่างแดน หรือคนไกลบ้านหลายๆ คนก็คงรู้สืกเหมือนกัน   เวลามีคนที่บ้านจากไปเวลาเราไม่อยู่ มันรู้สึกเหมือนเค้าคนนั้นหายไปดื้อๆ  มันเหมือนเค้าไปเที่ยวที่ไหนซักแห่ง เพราะกว่าเราจะกลับไปทุกคนก็ทำใจได้เเล้ว เราก็เลยไม่รู้จะทำอารมณยังไงดีเพราะไม่มีใครเศร้า ไม่มีงานศพ มันเหมือนค้าง  เชื่อไหมว่า ทั้งๆอากงอาม่าที่จอมทองผมเสียไปนานแล้ว ทุกคร้งที่ผมกลับไป ที่จอมทอง ก็ยังรู้สึกว่าท่านยังอยู่ แต่ไปเที่ยวไกลๆ หรือไปธุระเราเลยไม่เจอ

ผมว่า group grieving หรือการร่วมกันเสียใจกับอะไรซักอย่างที่มันเป็นสิ่งสำคัญของกลุ่ม  มันเป็นสิ่งจำเป็นนะ มันคงช่วยให้เรา “ปล่อย”ได้  และจบ อารมณ์บทนั้นๆได้ดี  ค้างอย่างนี้ เลยไม่รู้ว่าอะไรมันเกิดขี้นกันแน่  แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเฝ้าบอกกับตัวเอง และเป็นสิ่งที่ใช้ค้ำอารมณ์ เวลาอารมณ์ค้างคือ “เราอยู่ที่นี้เพราะอะไร – มีหน้าที่อะไรอยู่?”  มันดูเหมือนจะเป็นคำตอบ ให้กับคำถามที่ถามตัวเองว่า ทำไมเราไม่อยู่ตรงนั้น ไม่ได้อยู่ส่งเค้าคนนั้น    แต่มองในแง่ไหนก็ตามสิ่งที่แน่นอน คือความไม่แน่นอน (หรือ สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือความเปลี่ยนแปลง) มันก็แล้วแต่เราว่าจะทำยังไงกับมัน โลกมันก็ยังหมุนไปไม่หยุดรอ จะเศร้ากับอดีต กลัวอนาคด หรือ ประชดปัจจุบัน ก็ทำไปเหอะ แต่จะทำอะไรดีๆให้คนที่ไกลชิดก็ทำให้ตอนที่อยู่ด้วยกันนี่แหละ ห่างกันไปแล้วจะไม่มีโอกาศ ไม่ชอบเลยเวลานึกขี้นมาว่า ‘รู้งี้…..  น่าจะ..’

เคยคิดสนุกๆ ว่าในบางครั้ง เรา ให้ค่าปัจจุบันมันน้อยไปหรือเปล่า

ทั้งๆที่ในอีกไม่ช้ามันก็จะกลายเป็นอดีตที่เรารำลึกถึงแล้ว

นิสัยหนึ่งของคนที่ไม่ดีคือชอบบูชาสิ่งที่ตายแล้ว ทั้งๆที่ตอนที่ยังอยู่ ไม่เห็นค่ามันซะเลย

อดีตคือปัจจุบันที่ตายแล้วใช่ไหม ?

ตอนนี้นึกถึงเหล่าอี้ในอดีต ก็จำได้แต่ภาพของแกนั่งอยู่หลังโต๊ไม้สีน้ำตาลอ่อน กับเเว่นกลมใสสะท้อนแสง

ขอบคุณครับเหล่าอี้ -/|\-

Categories: Essay, Reflection ป้ายกำกับ:

Revised blog: Rewind 2010

พฤศจิกายน 16, 2010 ใส่ความเห็น

Rewind,

Life flows like a river. It keeps going in its own rhythm and pace.
Sometime it flows slowly, sometime it flows fast but it never turned back.

It has been one year since I arrived in Vienna. Standing at the CAT platform. It was a cold grey day. Just like today.

One year since, lots has happened and is happening. Such a life.

I don’t know what will happening next. I don’t know what is it going to be.

Would I change my life?

No.

Reality is hash but at least it’s real. I wish for a happy and understanding relationship, a bright brain, good health, and success. The list goes on.

I don’t have them.

I am unfulfilled.

but

I want to be happy

Now.

And I don’t want to rewind anything.

Categories: Reflection, Wien Diary

Old post: ทองทิว (Tong-till)

ตุลาคม 17, 2010 ใส่ความเห็น

Tong-till

He always sat there, at the same bench, under the same tree, at the same time, every day after school.

He sat there staring out at the football field, at his classmates playing football and wondering what the ball would feel like when he kicked it.

Mom and Dad would come and pick him up at the same place, at the same time with the same car and with the same eyes. The eyes that always filled with love, care, understanding and pity.

Dad was a doctor so he knew damn well what his son’s condition was, but he refused to give up. Dad tried everything he could afford but it only made the family poorer and brought him more suffering.

Every day started with hope and ended with hopelessness; but it carried on.

Me? I didn’t know him that well. I found it was difficult to talk to him. I didn’t know where to start and what to talk about, so I just looked at him from behind a tree, far away.

Years passed, and we grew closer. He became one of my classmates but once again we were separated by distance. He sat at the front and I, at the back of the classroom.

There was not much going on between us; apart from the fact that he was always there, at the side of the pitch every evening.

One day, he was not there.

And I missed him.

I wonder where he went, but no one wanted to say, so I kept my wondering to myself.

After a few weeks, he was back.

He was walking, with his new legs.

He loved walking.

He walked toward me and smiled at me.

I have never seen a smile like his before, it made me feel happy for him, and at the same time sad.

We started to talk, not frequently or in depth. But we talked.

He started to catch up on things that he had never done before, and he loved them all.

Sometimes I envied him a little, that the simplest things could make him so happy.

And it came the day I had to leave, I said goodbye to my class and to him.

Days and weeks were gone, months and years followed.

We kept no contact.

The next thing I knew about him. It read  ‘Tong-Till is now in hospital, his condition is getting from bad to worst’ on the letter from my friend.

I wondered what was going on.

I returned home for the holidays, and my friend took me to see him.

He laid there on the bed at the corner of a shared ward, with other sick ones. He was starring out of the window while his mom sat at his side peeling fruits (which I don’t know if it was for her or for him) when I rudely interrupted with a ‘hi’.

He turned around and greeted me with a smile- a very dry smile it was.

We had a little chat, which was mostly about my new place and myself.

I found it even more difficult to talk to him; I chose my words and topics very carefully.

As we were talking, his body caught my eyes and I noticed that his legs had no distinct features. My nose picked up a strange smell when he whispered his words, and as I shoke his hand. I felt the coldness of the meat; I realized then that he was in a worse condition than I thought.

We were talking quietly until an old nurse walked in and interrupted our conversation with a loud cough.

“ I better leave”

“Thank you for visiting me, Goodbye Top”

I gave him a little wave back.

I left the country once again.

We didn’t keep in touch.

I went back six months later and,

I met an old friend of mine over a meal and was trying to catch up on everything that I missed during the six months I was away, when he suddenly said, “ Tong-till passed away, tomorrow is the hundredth day after his funeral ceremony, would you come?” I was shocked, but somehow expected it.

His mom greeted me with a smile – she still remembered me although we only met once.

She said “ Thank you for coming,” I didn’t know what to say, so I gave her a thin smile and paid her my respects.

As I walked into the room where the coffin was, something in my stomach started to move around. I tried to retain myself, but my friend could see something was wrong. “ Let’s get this over with” he said and that was just what we did. We paid our respect to the deceased, and went out quietly.

I caught up with myself once again, after getting some fresh air in front of his house. My friend went back into the house, came back with a glass of iced water and two booklets. I finished the ice water at one go and then I looked at the booklet. (See note 1)

There was a picture of him on the cover with – Tong-till, his name and his date of birth.

I read on, nothing interested me much until I turned the last page over. On the back cover, there was a little note. The little note which was written with his very own handwriting. It summed up his feelings toward the end of his life:

“ให้พ่อกับแม่มาหาทิวหน่อยครับ

ทิวคิดถึง อยากอยู่ใกล้แม่

วันและคืนที่โหดร้าย

วันที่ 17 กย. 38

ทิว”

“Mom and Dad, please come to me

I want to be near you, Mom. I miss you.

Days and nights are so cruel

17th Sep 1995″

I wish I knew you better.

Top

………………..

Note from the Author

This story is written purely from the author’s memory, apologies if there are some mistake in the translation and the content of the story.

May you kindly take a minute of silence thought, to pay a tribute to my friend Tong-till and many others whose lives are so unfortunate that they can’t live a moment doing what they want to do- like us all.

Note 1: Booklet about the deceased and some Buddhism teaching, which is very commonly given out at funeral functions.

Categories: Essay, Reflection ป้ายกำกับ:

Past blog:งานแต่งงาน…คืนฝนตก..กับ…M4ที่มืดมิด

กันยายน 7, 2010 2 ของความคิดเห็น

เปิดประเด็นนี้ขึ้นมาในคืนวันอาทิตย์ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย เสียงหยดน้ำข้างหน้าต่างกับสายลมที่พัดผ่านพุ่มไม้กระซิบตัดกัน เป็นระยะๆ ลมเย็นๆ ลอดบานหน้าต่างมากระทบต้นแขน ขนลุกซู่ เตือนพอให้รู้ว่าหน้าหนาวกำลังจะมาเยือนในอีกไม่ช้า…….(และควรจะลุกไปปิดกระจกซะ เป็นหวัดมาจะไม่มีใครสงสาร…!)

บรรยากาศอย่างนี้ไม่ใช่ว่า ทำให้lovesickขนาดหนัก ถึงต้องมาระบายใส่ Blogroll บางๆอันนี้หรอก
แต่พอดีวันนี้ได้ไปร่วมงานเเต่งงานของลูกสาวเพื่อนสนิทของพ่อสมัยพ่อเคยอยู่ที่นี้มา

เป็นงานแต่งงานระหว่างสองบ่าวสาวซึ่งเป็นนักศิลป์ทั้งคู่
เจ้าบ่าวเป็น computer graphic มือฉมัง งานชิ้นล่าสุดเหมือนจะเป็น หนัง SupermanII
ส่วนเจ้าสาว เป็นนักศิลปะแนวประยุกศ์ ผลงานของเธอมีหลากหลายรูปแบบทั้งงานเขียนและงานปั้น
เป็นแต่งงานที่ผมประทับใจมากที่เดียวทั้ง content และ context ของมัน

งานเเบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรก เป็นช่วงพิธีการ จัดที่ Taplow Court , Grand cultural centre และเป็นศูนย์พุทธที่ผมไปประจำ  ช่วงที่สอง จัดที่หอศิลป์ใกล้ๆ งานเป็นงานเเบบเรียบง่าย แต่มีความดูดีและน่าจดจำ

Reception เป็น gallaryแสดงงานของ Chris และ Hiromi มีเสียง Flute กับ Cello เคล้า Pim กับ Lemonade ได้อารมณ์หน้าร้อนอังกฤษจริงๆ  หลังจากนั้นก็เป็น มื้อเย็นที่ไม่หรูจนเกินเลย เสียงหัวเราะเคล้าเสียงแซวคู่เจ้าบ่าวสาว มันเหมือนเป็นการฉลอง’มิตรภาพ’ ระหว่าง Chris Hiromi ครอบครัว และเพื่อนๆ ซะมากกว่าจะเป็นงานแต่งงาน หลังจากอาหารเย็น การแสดงชุดเล็กๆโดยเพื่อนๆและคริสก็เริ่มขึ้น ชุดแสดงหลากหลาย มีทั้ง Greece Dance, Duo, Opera ประทับใจและกดดันต่อมน้ำตาจริงๆ โดยเฉพาะเพลงที่เพื่อนของ Hiromi ร้องให้แม่ของเธอ (!..โอ้พระพุทธ T-T ) จบด้วย Speech ของพ่อเจ้าสาวและกล่าวขอบคุณโดย Chris…. หลังจากช่วยงานอยู่ต่อซักพัก ผมก็ลากลับบ้านก่อนที่คู่บ่าวสาวจะเริ่ม First Dance เพื่อเปิด floor disco ของค่ำคืนนั้นตามประสาบ้านคนอยู่ไกล

ระหว่างที่ขับรถผ่าความมืดบน M4 กลับบ้าน ใจก็นึกถึงงานที่พึ่งได้ไปร่วมมา….เพลงเเสนหวาน..เค้กแสนอร่อย..แต่สิ่งที่ผมประทับใจมากก็คือ
งานแต่งงานนี้มีแขกมาร่วมไม่เยอะเลย (ไม่ถึง20ได้มั้ง?) ทั้งๆที่มีในงานมีคนมาเกือบร้อย  เพราะเกือบทุกคนที่อยู่ที่นั่นทุกคนมีส่วนร่วมสร้างงาน คนหนึ่งจัดห้อง คนโน้นเล่นดนตรี จัดโต๊ะ โบกรถ(ผมเอง!) ต้อนรับดูแลคนร่วมงาน ผมรู้สึกสนุกกับงานนี้มาก ทั้งๆที่ส่วนตัวจะไม่ค่อยชอบไปที่คนมากๆ เท่าไหร…อาจจะเป็นเพราะผมไม่ค่อยชอบเป็นแขก….. งานนี้เหมือนเป็นงานฺฉลองของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคู่บ่าวสาว หรือของพ่อแม่(ในบางกรณี) งานนี้เหมือนเป็นตัวตนของ Hiromi และ Chris จริงๆ ไม่ใช่ใครมาจัดให้

และจะว่าไปงานแต่งงานนี้ก็เป็นงานแต่งงานแรกที่ได้เข้าร่วมหลังจากที่จากบ้านมา 11ปีที่แล้ว  จำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายนั้นเมื่อไหร่  ที่จำได้คือโดนญาติๆกล่อมแกมบังคับให้ขึ้นไปร้องเพลงให้เจ้าบ่าว/สาวกับน้องชาย  นี้ก็หมายว่างานนี้เป็นงานแรก ที่ได้ไปร่วมช่วยตั้งแต่แตกเนื้อหนุ่มมาว่างั้น!!  อย่างที่กล่าวไว้ ตอนเด็กๆ ออกจะเกลียดงานแต่งงานด้วยซ้ำ เพราะนอกจากกลัวที่จะถูกบังคับให้ร้องเพลงอีกยังต้องฟัง บทความยาวๆกล่าวร่างถึงความดีงามของคู่บ่าวสาว  ทั้งๆที่ในบ้างครั้งคนพูดก็แค่อ่านตามสคริป และไม่ได้รู้จักคู่บ่าวสาวเลย ดูมันจอมปลอมและเต็มไปด้วยพิธีการชอบกล

แต่มาครั้งนี้ รู้สึกถึงความแตกต่างที่เปลี่ยนไป  คงเป็นเพราะเราได้เห็นโลกเพิ่มขึ้นและเริ่มที่จะ appreciate ถึงความ’ยาก’ กว่าคนสองคนจะได้ประสานมือแล้วพูดคำสั้นๆ ว่า “I Do

งานแต่งงานมองในแง่หนึ่งมันก็เป็นผล(cause) ของเหตุ(effect)ซึ่งในที่นี้ก็คือความรักระหว่างคนสองคน
(โอเคๆ ใครจะเถียงว่ามันก็ไม่เสมอไปก็เชิญ!!)
ความรักงั้นเหรอ…………….
ความรัก…….อืม………………………..
ผมเคยคิดเหมือนกันนะครับว่าความรักหรือเงื่อนไขผูกมัดต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาก็เพื่อผูกมัดตนเองและให้ความมั่นใจแก่ตัวเราในระดับหนึ่ง
ใจต่างหากที่เป็นสิ่งที่รั้งให้คนสองคนไม่จากกัน
ผมเคยดูหนังของดาราคนโปรด เรื่อง Breakfast in Tiffany ตอนแรกก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่
ดูๆ ก็เป็นเรื่องของสังคมฉาบฉวยกับคู่รักหวานๆ กับนางเอกที่ผมตกหลุมรักสมัยแตกเนื้อหนุ่มใหม่ๆ (*ฮ่ะๆ)

แต่พอมานึกถึงตอนนี้แล้วผมถึงบางอ้อ
เพราะมันถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องนี้ -ความรัก ความผูกพัน ความผูกมัด กับธรรมชาติของชีวิตคู่ของคน
ลองไปดูนะครับ แล้วมาเล่าสู่กันฟังว่า ดูแล้ว มีความเห็นว่าอย่างไร

กลับมาเรื่องที่เราขึ้นต้น
จะว่าไปแล้วตัวเองก็คงจะไม่ qualify ในการเขียนต่อในหัวข้อนี้เท่าไหร่ คงจะพอแชร์ได้ก็แค่จากมุมมองและประสบการ์ณของผมเอง…แล้วจะ

กลับมาเร็วๆนี้ครับ

รูปประกอบ – Lock our love at Florence

Categories: diary, Reflection ป้ายกำกับ:

Past blog: วันแม่ 2006

สิงหาคม 11, 2010 ใส่ความเห็น

12 สิงหา ผ่านมาอีกครา… ปีนี้บราวนี่พ้อทน์หดหายเพราะไม่ได้ส่งการ์ดไปให้แม่ ได้แต่ฝากน้องหอมแก้มแม่ทางโทรศัพท์

ช่วงนี้มีบทความมากมายในสื่อไทยเกี่ยวกับเรื่องแม่ๆ ที่อ่านแล้วกดดันต่อมน้ำตาเสียจริง  วันแม่ในความเห็นของผมเป็นวันสำคัญที่มีความหมายมากมาย เป็นวันที่สังคมออกมาเตือนสติของพวกเราซึ่งใช้ชีวิตแบบความเร็วสูงให้หยุดคิดระลึกถึงพระคุณของแม่บ้าง  มีวันหยุดราชการไปให้ใช้เวลากับแม่ ได้ทำกิจกรรมอะไรตามประสาแม่ๆลูกๆ

นอกจากวันนี้สังคมเทิดทูนในความเป็นแม่ของผู้หญิงแล้ว จริงๆมันก็ยังเกี่ยวเนื่องไปถึงผู้หญิงอีกหลายๆคนที่ไม่ได้เป็น หรือยังไม่ได้เป็นแม่อีกด้วย  ผมไม่เชื่อว่าความเป็นแม่นั้นจะเป็นได้ก็ต่อเมื่อผ่านเพียงเงื่อนไขที่ว่า คือต้องเป็น’ผู้ให้กำเนิด’ เท่านั้น มีออกมากมาย เห็นได้ทั่วไปว่าในบ้างครั้ง ถึงเงื่อนไขนั้นจะผ่าน แต่ความเป็น’แม่’นั้นไม่มี (หรือไม่อยากที่จะมี) หรือในบ้างครั้ง เงื่อนไขนั้นไม่ผ่านแต่ คนมากมายกับเรียกเธอว่า’แม่’ และเถิดทูนเหนือผู้ให้กำเนิดเสียอีก

ความเป็นแม่ที่ดีนั้นมันเปี่ยมไปด้วยหลากหลายคุณสมบัติ – ความเมตตา ความรับผิดชอบ ความรัก ความอดทน คุณร่ายไปสิ มันมากมายเหลือเกิน
ความเป็นแม่นั้นรวมซึ่งคุณสมบัติด้านบวกเกือบจะทุกอย่างในความเป็นคน – เป็นผู้สร้างและเป็นผู้ให้

ผมไม่ได้หมายความว่าผู้ชายไม่มีส่วนเอี่ยวหรือไม่มีด้านที่ดีนะ แต่มันอาจจะเป็นที่ธรรมชาติของผู้หญิงที่มีความสามารถในการให้มากกว่า
อาจจะเป็นเพราะเธอมีความกล้าหาญมากกว่า และความกล้าหาญนี้เป็นคนละอันกับความหาญกล้า และบ้าบิ่นนะครับ
ที่ผมบอกอย่างนั้นเพราะ พุทธ(นิกายนิชิเร็น) ท่านว่าไว้ว่าพระพุทธนั้นเปี่ยมไปด้วยความเมตตา แต่ปุถุชนคนธรรมดาอย่างเรานั้นจะสามารถดึงเอาความเมตตาออกมาได้ก็ต่อเมื่อมีความกล้าหาญเท่านั้น

ผมเลยโยงมาเกี่ยวกับความเป็นแม่ตรงนี้ ว่าคนที่จะเป็นแม่ที่ดี น่าจะต้องมีความกล้าหาญแอบๆแฟงๆอยู่ ก็การที่จะให้ความสำคัญใครสักคนมากกว่าตัวเรา และปกป้องคุ้มครองเค้านั้นนี้มันเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดาเลยนะครับ ต้องอาศัยความกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่มากมาย ยิ่งแม่ๆทั้งหลายที่มีสังคมอันกว้างเป็นลูกๆด้วยแล้ว ผมว่าเธอเป็นผู้สร้างอนาคตอย่างแท้จริง

อย่างนี้แล้ว คุณผู้หญิงทั้งหลายก็น่าจะดีใจที่ไม่ต้องรอนานถึง 9เดือน (หรือมากกว่านี้น) เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของตำแหน่งแม่เลยว่าไหมครับ?
ดูเเลลูกคนอื่นน่าจะดีด้วยซ้ำ ไม่ต้องเจ็บเบ่งเอง และเบื่อเมื่อไรก็หนีไปเที่ยวได้สบายไม่ติดพัน!

ผมรักแม่ต้องที่สุดครับ
ทอป

Categories: Inspiration, Reflection ป้ายกำกับ:,

Past blog: Shoot the moon

สิงหาคม 1, 2010 ใส่ความเห็น

Tuesday, August 1, 2006 at 11:25am

หน้าร้อนใกล้ที่จะผ่านไปอีกแล้ว

ปีนี้ไม่ค่อยได้ ทำสิ่งที่ชอบทำในหน้าร้อนเหมือ นทุกปี ก่อนจะกลับไปเมืองไทย อากาศก็แย่ พอกลับมาถึงฝนก็ห่าลงมา ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ 3-4 อาทิตย์อากาศดีมากๆ สงสัยเมฆฝนจะนั้งเครื่องตามมาด้วย 

ไหนๆใกล้จะผ่านหน้าร้อนไปแล้ว เอาเพลงโปรดมาฝากดีไหม? เพลงนี้ทั้งน้องและผมชอบเหมือนกัน อาจจะฟังดูเศร้าๆ หน่อย แต่ได้บรรยากาศเข้าฤดูใบไม้ร่วงดีนัก

บทแปลโดย Mr. Tin กินใจมากครับ ขอยกเหล้าสองจอกคารวะท่านน้องเลย

Download: 06.mp3?attredirects=0&d=1

Shoot The Moon(*)

Artist: Norah Jones
Album: WFUV, NY 12.29.01
Year: 2001

The summer days are gone too soon
You shoot the moon
And miss completely
And now you’re left to face the gloom
The empty room that once smelled sweetly
Of all the flowers you plucked if only
You knew the reason
Why you had to each be lonely
Was it just the season?

Now the fall is here again
You can’t begin to give in
It’s all over

When the snows come rolling through
You’re rolling too with some new lover
Will you think of times you’ve told me
That you knew the reason
Why we had to each be lonely
It was just the season

—————————————————————-
ในไม่ช้า ต้องจากลาคิมหันต์
เจ้าหมายจันทร์ เอื้อมไป แต่ไม่ถึง
เหลือเพียง ความเศร้าคิดคนึง
สู่ก้นบึ้งของห้องที่เคยเคียง

กลีบดอกไม้ที่เธอเด็ดทิ้ง
กับความจริงเหตุผลที่เธอรู้
เหตุใด เราถึงได้เดียวดายอยู่
หรือเป็นเพียงแค่ฤดู ? แค่ครู่ยาม ?

แล้วปลายฝนต้นหนาวก็กลับมา
แต่เธอ ก็ไม่อาจยอมรับว่า
ทุกสิ่งทุกอย่าง ได้จากลา
วันเวลาไม่มีทาง จะกลับคืน

เมื่อฤดูกาลย่างเข้า สู่เหมันต์
ตัวเธอนั้น คงสุขใจ ข้างเขา
เธอก็คง คิดถึงคำ ของเรา
เรื่องเก่า ที่เอ่ยไว้ เมื่อวันวาน

ถึงเหตุผล ไยเรานั้น ต้องเดียวดาย ?
ต้องห่างหาย จากความรัก ที่หอมหวาน
เป็นเพียงแค่ เรื่องราวของ ฤดูกาล
แล้วไม่นาน ความรัก จักกลับมา…

Categories: Inspiration, Reflection ป้ายกำกับ:, ,

ชีวิตในชนบทที่คนในเมืองไม่เคยเข้าใจ ๒

พฤษภาคม 28, 2010 1 comment

คืนนี้ก็เป็นอีกคือที่อยู่คนเดียว งานสังสรรค์ช่วงเย็นมันจบไปนานแล้ว วงอาหารที่เลิกลา เหลือแต่กลิ่นบุหรี่โต๊ะข้างๆที่ติดมากับเสื้อกับความทรงจำของบทสนทนา  ระหว่างความโดดเดี่ยวกับชีวิตคู่ มันต้องมีอะไรซักอย่างที่อยู่ตรงกลาง เสียงของเพื่อนคุยคนนั้นยังดังก้องอยู่  นั่นสิ มันคงต้องมีอะไรซักอย่าง แม้มันจะ’ไม่มีใคร’ ก็ตาม เพราะชีวิตของผมในตอนนี้มันอยู่ตรงนั้น

ลืมบอกจุดประสงค์ของบทความที่ผมเขียนขึ้นมา  แต่แรกนั้นผมอยากจะให้บทความนี้เป็นการตั้งคำถาม เพื่อนำไปซึ่งความเข้าใจร่วมกัน ผมยอมรับตั้งแต่ต้นแล้วว่า ผมไม่ได้รู้จักชีวิตในชนบทเลย ไม่ได้หลีกหนีหรืออย่างไร แต่ชีวิตมันมาเป็นอย่างนั้น แต่ผมอยากที่จะรู้ เพราะผมเป็นคนอดทนไม่เก่ง ทนใครได้ไม่นาน แต่อยากเข้าใจคนที่เค้าไม่เหมือนผม คนที่มีความคิดที่แตกต่างมีทางเลือกที่แตกต่างรวมทั้งวิธีการแสดงออกที่ต่างไป เพื่อที่เราจะร่วมอยู่กันได้โดยยอมรับและเข้าใจกัน และหากโชคดีมีจังหวะก็หวังว่าจะนำความคิดที่แตกต่างนั้น แลกเปลี่ยนกันไปอย่างตรงไปตรง มาเพื่อสร้างทางเลือกที่สาม ที่เกิดจากการพสานกันระหว่างความแตกต่างของเราเพื่อเดินไปข้างหน้าด้วยกัน  ผมคิดวาดฝันเกินไปไหม?  ผมหวังว่าไม่ ผมหวังว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้สำหรับสังคมไทย

สิ่งที่ผมอยากจะสื่อในบทความแรกคือ มันเป็นไปได้ยากในการเข้าใจชีวิตของผู้อื่น แต่มันจำเป็นหากเราอยากจะอยู่ร่วมกันอย่างไม่ต้องทนกัน สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสองสามอาทิตย์เกือบเดือนกว่าที่ผ่านมาในเมืองไทย ทำเกิดการประนามคนเสื้อแดงอย่างแพร่หลาย หลายๆคนก่นด่าเมื่อมีความคลื่นไหว สมน้ำหน้าเมื่อมีคนบาดเจ็บหรือล้มตาย เห็นด้วยเมื่อมีการใช้ความรุนแรงสลายหรือต่อต้านการชุมนุม มีการล่าแม่มดเกิดขึ้นในสังคมIT (และประสบความสำเร็จด้วย) ความพึงพอใจเมื่ออีกฝ่ายถูกกระทำมีการแสดงอย่างเปิดเผย สิ่งเหล่านี้แม้อาจเป็นอารมณ์ช่วยวูบ มันทำให้ผมไม่สบายใจเอาซะเลย รวมทั้งอึดอัดด้วย  เพราะผมไม่ชอบความเกลียดชัง  ผมเชื่อว่าความเห็นที่แตกต่างควรได้รับการเคารพในสิทธิ  ผมเคยได้ยินว่าสิทธิในการยืดแขนของผมสิ้นสุดที่ปลายจมูกคุณ (The right to strech my arm, ends at the tip of your nose) ผมเชื่อว่าสิทธิอันนี้เป็นสิ่งที่ต้องถูกปกป้อง เพราะวันนี้อาจจะโชคดีที่ผมคิดคล้ายคนอื่น แต่ถ้าผมไม่ปกป้องความเห็นที่แตกต่างแม้เป็นส่วนน้อย แล้ววันหนึ่งผมเป็นส่วนน้อยที่แตกต่างละ? แน่นอนครับความก้าวร้าวหรือการกระทำที่หยาบคายและที่ละเมิดสิทธิผู้อื่นนั้นควรโดนประนาม ไม่มีใครอยากโดนทิ่มจมูกหรอก! แต่ทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงความเห็นในขอบเขตของเราใช่ไหม?  ถ้าใช่การกระทำที่ดีทีสุดเมื่อมีคนมาด่าคนที่คุณรักคืออะไร

ข้อ1. ด่ากลับแม่ง
ข้อ2. ด่ากลับบวกจับมันตีเข่าจนดีมันแตก ให้มันรู้ซะบ้าง
ข้อ3. ข้อ 1และ2 บวกจับมัดแขวนประจาน รอให้อีกามาจิกตามันไปกิน ฮ่าๆๆๆ
ข้อ4. จับมือเค้าแล้วพามานั่งในสวน ค่อยอธิบาย ใช้เหตุและผล ถามเค้าว่าทำไมถึงเกลียดละ? และอธิบายในสิ่งที่เราเชื่อ

แล้วตอนนี้เรามีreaction อย่างไรกัน? สังคมเรามีreaction กันอย่างไร แล้วที่สำคัญสิ่งที่เราทำอยู่มันเป็นผลดีกับคนที่เรารักไหม? แล้วคนอื่นที่เค้าไม่รักด้วย หรือเฉยๆ เค้าจะรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นสิ่งที่เราทำกับคนที่เกลียดคนที่เราคนรัก?

กลับเข้ามาเรื่องชนชั้น จริงๆแล้ว สิ่งที่ทำให้ผมอยากเขียนบทความนี้ขึ้นมานั้น เป็นเพราะผมสังเกตุเห็นว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้เป็นชนวนหนึ่งในการปลุกระดมของคนเสื้อแดง และสิ่งเดียวกันนี้ ก็ถูกใช้ในการประนามคนเสื้อแดงเหมือนกัน เช่น “คนเค้าไม่รู้ก็อย่างงี้แหล่ะ…สงสารเค้าจังเลย” หรือ “พวกไม่มีปัญญา” หรือ “ควายๆ” “แม่งพวกม๊อบจ้างมา” แม้เราไม่ได้เล่นด้านชนชั้นโดยตรง แต่การดูถูกว่าเค้าโง่มันเป็นการแบ่งชนชั้นด้วยหรือไม่? ผมเชื่อว่าทุกคนมีเหตุผลในการกระทำของตัวเอง  คนดื่มฉี่เค้าก็ยังมีเหตุผลของเค้าเลย!  โง่หรือฉลาดมันเป็นเรื่องสมมุติทั้งนั้น! ไม่รู้ว่าพาย (Phi) คืออะไรโง่ไหม? ไม่รู้ว่าคำดีควายหน้าตาเป็นอย่างไรโง่ไหม?  ผมเคยเชื่อว่าคนที่เค้ามาประท้วงนั้นส่วนใหญ่โดนจ้างมา การกระทำที่รุนแรงก็เหมือนกันเป็นพวกแกนนำสร้างสถานะการณ์ แต่สมมุติว่าถ้ามันไม่ใช่ละ? ถ้าสิ่งที่เค้าทำมันเป็นเพราะเค้าพยายามพูดถึงปัญหาที่เค้ามีอยู่ แต่ประท้วงรัฐก็ไม่ฟัง โดนตราหน้าว่าเสื้อแดง เป็นม๊อบจัดจ้าง เป็นควายโง่  ผมถามหน่อยว่าถ้าเราลองจินตนการดูสิ ว่าเป็นเราบ้าง เราจะรู้สึกอย่างไร จะรู้สึกไหมว่าสองมาตรฐานมันถูกตอกย้ำ  หมดทางออก คนเราหากโดนกระทำจนหลังชนฝา  ความบ้ามันก็มีอยู่ทุกคน  ขอย้ำตรงนี้ว่าผมไม่ได้บอกว่าผมเห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง(ของใครก็ตาม) แต่ลองมองเค้าแบบเป็นใจดูหน่อยสิครับ ถ้าเป้นเรา เราจะรู้สึกอย่างไร ขอจบแค่นี้ก่อน ด้วย บทความ ร้อน แล้ง แดงทั้งภาค โดย : ปกรณ์ พึ่งเนตร

ฉบับนี้ชี้แจงซะยาวเลยไม่ได้คุยเรื่องชนชั้นมากเท่าใด อย่างไรก็ตามต่อรอบสามเร็วๆ นี้..

..ครับท่าน

ปล ขออภัยถ้าอ่านแล้วงง คิดอย่างไรก็เขียนอย่างนั้น

Categories: diary, Essay, Reflection, Wien Diary

ความอยากของคน

กรกฎาคม 5, 2008 ใส่ความเห็น

“ทั้งนี้เพราะ มนุษย์ผู้มีชีวิตเพื่อตัวเขาเอง เพื่อความอยากของเขา
ไม่ว่าภริยาของเขาจะสวยสักเพืยงใด และไม่ว่าเขาจะกลายเป็นคนเด่นหรือมั่งคั่งขึ้นมาสักเพียงใด
เขาก็ไม่อาจเป็นสุขได้” What is Art, Leo Tolstoy.

ความอยาก มันอยู่คู่ชีวิตมาตั้งแต่ยังเป็นวุ้นอยู่เลย
ก็มันเป็นสันชาติญาณของสิ่งมีชีวิตที่จะต้องเอาตัวรอด
ธรรมชาติเค้าสร้างกันมาอย่างนั้น
การตัดความอยาก ในความรู้สึกผมมันเลยค่อนข้างจะเป็นอะไรที่ฟังดูดีแต่ทำยาก(มาก)
เพราะเเค่บอกว่าอยากจะตัดความอยาก มันก็ฟังดูแปลกๆแล้ว
ที่ผมสนใจมากกว่าคือ จะเปลี่ยนความอยากของผมยังไง ให้มันเป็นความอยากที่ละเอียดขึ้น
คือไม่ใช่เเค่เพื่อได้มาแค่การสำเร็จความอยากของตัวของเอง

การยกระดับชีวิตให้สูงขึ้นเลยเป็นสิ่งสำคัญ ไม่งั้นก็ยากที่จะบังคับตัวเองไม่ให้ไปหมกหมุ่นอยู่กับความอยากนั้น
การยกระดับชีวิตนั้นทำได้หลากหลายแบบ บางคนนั่งสมาธิ บางคนไปวิ่ง ออกกำลังกาย เมาท์กะเพื่อน
ผมชอบสวดมนต์และออกทำกิจกรรมธรรมะ

สวดมนต์ นัมเมียวโฮเร็งเงเคียวนะครับ เคยได้ยินมาบ้างไหม เป็นพุทธมหาญานจากประเทศญี่ปุ่นของสมาคมโซคา
ที่มาก็จากพระพุทธเจ้าองค์เดียวกับเถรวาทของเมืองไทยแหละครับ แต่วิธีปฏิบัติต่างกัน
ผมชอบเพราะมันค่อนไปด้วยกันได้กับการใช้ชีวิตเเบบสมัยใหม่ คำสอนก็นำมาประยุกต์ได้และชัดเจน
เช่น “ความฝันและความตั้งใจเป็นสองสิ่งที่แตกต่างกัน หากคุณมัวเเต่รอคอยในสิ่งที่คุณต้องการอยากจะเป็น
แต่ล้มเหลวในการสร้างสิ่งนั้นด้วยความอุตสาหะและความพยายามแล้ว คุณก็เพียงแค่วิ่งตามความฝันที่ว่างเปล่า” อ. ไดซากุ อิเคดะ (Daisaku Ikeda)

พอได้สวดมนต์ พูดคุยกับเพื่อนๆ ศึกษาคำสอนคำชี้นำ ฟังและเล่าแชร์เรื่องต่างๆแล้ว เรามีมุมมองกับปัญหาเดิมของเรา..
..ที่เปลี่ยนไป

ความอยากเนี้ยมันเป็นพลังเกรดดีที่นำมาพลักดันชีวิตนะ
จะตัดทิ้งไป โดยไม่ได้ใช้งาน
เสียดายของนะครับ…ว่าไหม?

Categories: Essay, Reflection ป้ายกำกับ:, ,