สี่ยามกว่าแล้ว แต่ห้องนอนชั้นสองของบ้านริมทะเลหลังนั้นยังไม่ดับไฟ
เสียงคลื่นซัดสาดเป็นระยะๆ ตัดกับเสียงสะอื้นที่แว่วลอดออกมาจากหน้าต่าง
มองผ่านม่านผ้าฝ้ายสีขาวพริ้วที่คล้อเคลียกับลมทะเลเข้าไป มุมห้องมีโต๊ะเครื่องแป้งกับบานกระจกเงา
บนโต๊ไม้ทรงกลมข้างหน้าต่างมีกี่ทอผ้าขนาดเล็กตั้งอยู่
กลุ่มด้ายคละสีตกเกะกะอยู่ที่พี้น กลิ้งไปมาตามแรงลม
บนเีตียงสาวน้อยในชุดคลุมนั่งซบหน้าอยู่้ ผ้าคลุมสีครีมเปี้อนรอยน้ำตา
“ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ ด้วยนะ…?
พ่อก็รู้ว่าฉันพยายามแล้ว งานทอที่สั่ง ถึงจะหนักแค่ไหนก็ส่งให้ได้ทันเวลา แล้วทำไมถึงยังเป็นอย่างนี้..?
ไม่เชื่อใจกันบ้างเลย…”
เธอนึกน้อยใจ นิ้วลูบสัมผัสผ้าไหมปูเตียง ถึงเนื้อผ้าจะละเอียดนวลพริ้ว แต่สัมผัสสากเเข็ง เพราะปลายนิ้วผ่านกรำงาน
“หรือมันจะไม่ไหวจริงๆ? หรือฉันละเลยหน้าที่ไปอย่างที่พ่อว่าจริงๆ?”
“แล้วเมื่อไหร่มันจะถึงเวลา? เวลาที่เหมาะสมอย่างที่พ่อบอก อย่างที่ทุกคนบอก”
เธอพลิกตัวนอน หงายหน้าขึ้นมองไฟระย้าบนเพดาน โคมไฟแกว่งไปมาช้าๆ
นึ่ง เธอนอนอยู่อย่างนั้น ฟังเสียง ลม คลื่น
เสียงหัวใจเต้น .. ตุบ.. ตุบ
เธอหลับตา ฟัง
.
เสียงเล็กๆเริ่มก้องขึ้น และเป็นจังหวะ
ความคิดเวียนว่าย
“จังหวะที่คล้องจองกัน ทุกสรรพสิ่งที่คล้องจองกัน”
“ตัวตนของเราและสิ่งเเวดล้อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”
“ทุกอย่างในอนาคตเป็นผลของเหตุในปัจจุบัน”
เธอคิดถึงแม่ของเธอ
แม่.
พลัน เธอลืมตาขึ้น เพดานสีขาว แต่เธอเห็นท้องฟ้าคืนนี้ไร้เมฆา
ความหวัง.
เธอลุกขึ้นนั่ง
กลุ่มด้ายสีแดงกลิ้งตามแรงลม มาหยุดข้างๆเท้าของเธอ
เธอก้มลงมอง แล้วเก็บมันขึ้นมา
“เราต้องเชื่อ”
เธอเดินไปที่โต๊กลม นั่งลง และเริ่มทอผ้าอีกครั้ง
-จบ



