Posted by: Peera | กรกฎาคม 31, 2008

หนังสือของลุึงสมัคร

เเวะไปดูหนังสือที่สุริวงศ์ ตอนไปเชียงใหม่ เดินผ่านหมวดการเมือง

สายตามองผ่านๆ เพราะการเมืองไทยก็เป็นเรื่ิืิิืองผ่านๆ ถ้าจริงจังมากกับมัน จะเครียดไม่รู้ตัว

ชื่อก็บอกอยู่แล้วนิ ว่าเป็นการละเล่นอย่าหนึ่ง เล่น-การ-เมือง

โดนเล่นอยู่นั่นแหละ เลยไม่ไปไหนสักที บ้านเมืองของเรา

เอ้า! อย่าจ้ิองนานน่า มองผ่านๆ มองผ่านๆ

สายตาสะดุด…*

โอ้แม่เจ้า….

นายกเราหรือนี้

วิสัยทัศน์ท่านไม่ธรรมดาเลยครับ

การเมือง

มันเป็นเรื่อง ตัณหา จิ่ิงจิ่ง คับท่าน

Posted by: Peera | กรกฎาคม 20, 2008

เจ้าชายคิโฮโบชิ ตอนที่สาม

สี่ยามกว่าแล้ว แต่ห้องนอนชั้นสองของบ้านริมทะเลหลังนั้นยังไม่ดับไฟ

เสียงคลื่นซัดสาดเป็นระยะๆ ตัดกับเสียงสะอื้นที่แว่วลอดออกมาจากหน้าต่าง

มองผ่านม่านผ้าฝ้ายสีขาวพริ้วที่คล้อเคลียกับลมทะเลเข้าไป มุมห้องมีโต๊ะเครื่องแป้งกับบานกระจกเงา

บนโต๊ไม้ทรงกลมข้างหน้าต่างมีกี่ทอผ้าขนาดเล็กตั้งอยู่

กลุ่มด้ายคละสีตกเกะกะอยู่ที่พี้น กลิ้งไปมาตามแรงลม

บนเีตียงสาวน้อยในชุดคลุมนั่งซบหน้าอยู่้ ผ้าคลุมสีครีมเปี้อนรอยน้ำตา

“ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ ด้วยนะ…?

พ่อก็รู้ว่าฉันพยายามแล้ว งานทอที่สั่ง ถึงจะหนักแค่ไหนก็ส่งให้ได้ทันเวลา แล้วทำไมถึงยังเป็นอย่างนี้..?

ไม่เชื่อใจกันบ้างเลย…”

เธอนึกน้อยใจ นิ้วลูบสัมผัสผ้าไหมปูเตียง ถึงเนื้อผ้าจะละเอียดนวลพริ้ว แต่สัมผัสสากเเข็ง เพราะปลายนิ้วผ่านกรำงาน

“หรือมันจะไม่ไหวจริงๆ? หรือฉันละเลยหน้าที่ไปอย่างที่พ่อว่าจริงๆ?”

“แล้วเมื่อไหร่มันจะถึงเวลา? เวลาที่เหมาะสมอย่างที่พ่อบอก อย่างที่ทุกคนบอก”

เธอพลิกตัวนอน หงายหน้าขึ้นมองไฟระย้าบนเพดาน โคมไฟแกว่งไปมาช้าๆ

นึ่ง เธอนอนอยู่อย่างนั้น ฟังเสียง ลม คลื่น

เสียงหัวใจเต้น .. ตุบ.. ตุบ

เธอหลับตา ฟัง

.

เสียงเล็กๆเริ่มก้องขึ้น และเป็นจังหวะ

ความคิดเวียนว่าย

“จังหวะที่คล้องจองกัน ทุกสรรพสิ่งที่คล้องจองกัน”

“ตัวตนของเราและสิ่งเเวดล้อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

“ทุกอย่างในอนาคตเป็นผลของเหตุในปัจจุบัน”

เธอคิดถึงแม่ของเธอ

แม่.

พลัน เธอลืมตาขึ้น เพดานสีขาว แต่เธอเห็นท้องฟ้าคืนนี้ไร้เมฆา

ความหวัง.

เธอลุกขึ้นนั่ง

กลุ่มด้ายสีแดงกลิ้งตามแรงลม มาหยุดข้างๆเท้าของเธอ

เธอก้มลงมอง แล้วเก็บมันขึ้นมา

“เราต้องเชื่อ”

เธอเดินไปที่โต๊กลม นั่งลง และเริ่มทอผ้าอีกครั้ง

-จบ

Posted by: Peera | กรกฎาคม 13, 2008

สองฝั่งทางช้างเผือก ตอนสอง

ตะวันเริ่มโพล่พ้นขอบฟ้าแล้ว
แสงแดดสีทองตอนฟ้าสางส่องประกายสะท้อนกับหยาดฝนที่ปลายหญ้าเป็นเงาระยับ
ไอน้ำค้างระเหยขึ้นเมื่อต้องกับความร้อนเป็นม่านหมอกบังตาสร้างมิติน่าดูยิ่งนัก

นกกระจิ๊บสี่-ห้าตัวบินไปมาส่งเสียงเจี้ยวจ้าวไม่เกรงใจใคร
บางตัวก็หยอกล้อเล่นกัน บางตัวก็จ้องมองหาแมลงและหนอนอ้วนที่ออกมานอนตากน้ำค้างเพลินจนลืมกลับรูมาเป็นอาหารเช้าแก้หนาว

สายน้ำในลำธารใกล้ๆ ระรินระรวยช้าๆ แต่สม่ำเสมอ
ปลาซิวฝูงใหญ่ว่ายเวียนวนอยู่ใต้เงาต้นหลิวที่โบกสะบัดไปตามจังหวะลมยามเช้า

เอ๊ะ! เงาตะคุ่มๆอยู่ตรงโคนต้นหลิวนั่นอะไร?
จะว่าเป็นหมาจิ้งจอกน้อยมาแอบรอขย้ำนกแสนซนก็ไม่น่าใช่ เพราะเสียงโอดโอยคราง ละม้ายคล้ายมนุษย์ซะมากกว่า

มองเข้าไปใกล้ๆ ก็ใช่ใครอื่น
เจ้าชายคิโฮโบชินั่นเอง แต่ทำไมถึงมานอนอยู่ที่นี้ละ?
เสี้อสีฟ้าอ่อนตัวเก่งก็เปลื้อนทั้งคราบโคลนและ …เลือด?

โอยย….สว่างจัง  ลืมตาไม่ขึ่นเลย

อืออ..เมื่อยไปหมด… นี่ที่ไหน?

..เจ็บหัวจัง…… เฮ้ยนี่เลือดนิ? โดนอะไร…?

….เมื่อคืน??  สิ่งสุดท้ายที่พอจะจำได้ ….รสชาเขียวข้นกับโมจินุ่ม ……เรานั่งคุยกับเจ้าหญิงอยู่…? แล้วเกิดอะไรขึ้น?  จำไม่ได้….

แล้วเจ้าหญิงละ?? อยู่ไหน…..? หรือว่า….?

….เค้าไม่น่าจะทำเรา…เพื่ออะไร?

ไม่น่านะ….แต่ทำไมละ?………ทำไม?

เฮ้อปวดหัวไปใหญ่….

มือซ้ายก่ายหน้าผาก ป้องตาจากแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านต้นหลิว ลมเย็นพัดหวิว..หวิว…

เฮ้อ…….

….

สามพิษ…..โลภที่ไม่เคยพอ โกรธที่ไม่เป็นดังใจ และเขลาเบาปัญญา

ยังไม่ได้เล่าให้เค้าฟังเลย…..

โลภที่ไม่เคยพอ โกรธที่ไม่เป็นดังใจ และเขลาเบาปัญญา……

โลภที่ไม่เคยพอ โกรธที่ไม่เป็นดังใจ และเขลาเบาปัญญา……

โลภที่ไม่เคยพอ….

….โลกใบนี้พอเพียงสำหรับทุกคน แต่ไม่พอเพียงสำหรับความโลภของคน

โกรธที่ไม่เป็นดังใจ…

…..เขลาเบาปัญญา

อย่างเรานี่เขลาเบาปัญญาหรือเปล่านะถึงได้มานอนหัวแตกอยู่อย่างนี้….

…….อือ……ปวดหัวจัง….แล้วฝูงแกะที่เรามัดไว้ที่ขอบกลุ่มดาวทะเลเป็นยังไงบ้างนะ…..

…ลุก.. ลุก… นอนอยุ่อย่างนี้ไม่ได้แล้ว   แผลที่หัว.. แตกเยอะหรือเปล่านะ?

อึ้บ……

เจ้าชายค่อยๆ พยุงตัวขึ้น เดินเหยาะแหยะไปช้าๆ จนลับตาไปที่ขอบเนินภูเขาเขียว ใบหญ้าพริ้วตามสายลมย้อนยามเที่ยงวัน

…………………จบตอนสอง

เจ้าชายคิโฮโบชิ : หวัดดีครับ

เจ้าหญิงโอริฮิเมะ: หวัดดีจ๊ะ

เป็นยังไงบ้างครับ ไม่ได้เจอกันนานเชียว

ดีจ๊ะ… นั่นสิ ปีหนึ่งเต็มๆ แล้วเนอะ

จะว่าเร็วก็เร็ว ช้าก็ช้า ว่าไหม?

นั่นสิ… เวลา เป็นสิ่งที่แปลกนะคะ

แล้วหนึ่งปีที่ผ่านมา ไปทำอะไรมาบ้างละครับ?

ก็ ไม่อะไรมากหรอก ฝั่งนี้ของทางช้างเผือกไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเท่าไหร่เลย

ไม่จริงมั้งครับ เห็นทุกปีที่เจอกันก็เห็นบอกอย่างนี้ แต่ที่ผมเช็ดดูข่าว ผ่านอาร์อาร์เอส ฟีด (rrs feed) ปีนี้ ฝั่งคุณออกจะมี สีสัน

ตามข่าวจริงนะค่ะ ไหนว่ายุ่งๆ ตามเก็บเป้าคำอธิฐานที่คนบนโลกเค้าเขียนขอไว้ของปีที่แล้วจนไม่ได้ทำอย่างอื่นไง?

ก็ใช่ครับ แต่ก็พอมีเวลาบ้าง… พูดถึงเรื่องคำอธิฐานแล้ว ปีนี้ได้ลองเช็คๆ ดูบ้างหรือยัง?

จากที่ก็ดูผ่านๆ ก็คล้ายทุกปีแหละ - ไม่เงิน ก็เรื่องงาน ก็เรื่องความรัก สุขภาพ หรือ ครอบครัว จะดีหน่อย ก็เรื่องการเรียน ….เหมือนเดิม

แล้วจะให้เค้าอธิฐานขอ อะไรละครับ - ยิ้มๆ -

……. อือ ตอบยากนะคะ คำถามนี้

ผมเองก็ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน เพราะที่ผมอ่านๆดู คำอฐิธานที่คนเค้าเขียน แล้วเอามาห้อยไว้ที่ต้นไผ่ทุกๆวันที่7ดือน7 ทุกๆปีมันก็ดูคล้ายกัน สิ่งที่ทุกคนขอมองรวมๆ แล้วก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่

นั่นสิค่ะ ทุกคนก็อธิฐานขอให้ตัวเองพ้นจากความทุกข์ทั้งนั้น

ครับ และถ้าขึ้นชื่อว่าความทุกข์แล้ว ไม่ว่าจะสูงศักดิ์ เงินล้นฟ้า หรือ คนธรรมดา หน้าติดดิน ก็มีความทุกข์ที่คล้ายๆกันทั้งนั้น

คล้ายกันยังไงคะ? แต่ละคนเกิดมาไม่เหมือนกัน ความทุกข์จะเหมือนกันได้อย่างไร

เป็นคำถามที่ดีมากเลยนะครับ แต่ถึงรูปแบบของความทุกข์จะแตกต่างกันอย่างที่เจ้าหญิงบอก - คนจนทุกข์เรื่องทรัพย์ คนรวยทุกข์เรื่องเบื่อ คนหนุ่มสาวทุกข์เรื่องความรัก คนแก่ทุกข์เรื่องสุขภาพ แม่ทุกข์เรื่องลูก พ่อทุกข์เรื่องการงาน แต่บ่อเกิดของความทุกข์นั่นไม่ต่างกันเลยนะครับ

บ่อเกิดของความทุกข์เหรอคะ? เล่าให้ฟังหน่อยสิ

ครับ ในทางพุทธเค้าเรียกว่า พิษสาม คือ ความโลภ ความโกรธ และความเขลา - โลภที่ไม่เคยพอ โกรธที่ไม่เป็นดังใจ และเขลาเบาปัญญา

แหมคล้องจองกันดีเหลือเกินนะคะ

ฮ่ะๆ ผมนักเลงกลอนเก่านะครับ

ไม่ค่อยเลยนะคะเนี่ย .. อืมม แต่ช่วยอธิบายเพิ่มอีกหน่อยได้ไหมคะ

ได้ครับ แต่ผมชักคอแห้ง ขอ ชาเขียวหน่อยได้ไหมครับ

คะ รอเดี๋ยวนะคะ…

—-จบตอน 1 —–

Posted by: Peera | กรกฎาคม 5, 2008

ความอยากของคน

“ทั้งนี้เพราะ มนุษย์ผู้มีชีวิตเพื่อตัวเขาเอง เพื่อความอยากของเขา
ไม่ว่าภริยาของเขาจะสวยสักเพืยงใด และไม่ว่าเขาจะกลายเป็นคนเด่นหรือมั่งคั่งขึ้นมาสักเพียงใด
เขาก็ไม่อาจเป็นสุขได้” What is Art, Leo Tolstoy.

ความอยาก มันอยู่คู่ชีวิตมาตั้งแต่ยังเป็นวุ้นอยู่เลย
ก็มันเป็นสันชาติญาณของสิ่งมีชีวิตที่จะต้องเอาตัวรอด
ธรรมชาติเค้าสร้างกันมาอย่างนั้น
การตัดความอยาก ในความรู้สึกผมมันเลยค่อนข้างจะเป็นอะไรที่ฟังดูดีแต่ทำยาก(มาก)
เพราะเเค่บอกว่าอยากจะตัดความอยาก มันก็ฟังดูแปลกๆแล้ว
ที่ผมสนใจมากกว่าคือ จะเปลี่ยนความอยากของผมยังไง ให้มันเป็นความอยากที่ละเอียดขึ้น
คือไม่ใช่เเค่เพื่อได้มาแค่การสำเร็จความอยากของตัวของเอง

การยกระดับชีวิตให้สูงขึ้นเลยเป็นสิ่งสำคัญ ไม่งั้นก็ยากที่จะบังคับตัวเองไม่ให้ไปหมกหมุ่นอยู่กับความอยากนั้น
การยกระดับชีวิตนั้นทำได้หลากหลายแบบ บางคนนั่งสมาธิ บางคนไปวิ่ง ออกกำลังกาย เมาท์กะเพื่อน
ผมชอบสวดมนต์และออกทำกิจกรรมธรรมะ

สวดมนต์ นัมเมียวโฮเร็งเงเคียวนะครับ เคยได้ยินมาบ้างไหม เป็นพุทธมหาญานจากประเทศญี่ปุ่นของสมาคมโซคา
ที่มาก็จากพระพุทธเจ้าองค์เดียวกับเถรวาทของเมืองไทยแหละครับ แต่วิธีปฏิบัติต่างกัน
ผมชอบเพราะมันค่อนไปด้วยกันได้กับการใช้ชีวิตเเบบสมัยใหม่ คำสอนก็นำมาประยุกต์ได้และชัดเจน
เช่น “ความฝันและความตั้งใจเป็นสองสิ่งที่แตกต่างกัน หากคุณมัวเเต่รอคอยในสิ่งที่คุณต้องการอยากจะเป็น
แต่ล้มเหลวในการสร้างสิ่งนั้นด้วยความอุตสาหะและความพยายามแล้ว คุณก็เพียงแค่วิ่งตามความฝันที่ว่างเปล่า” อ. ไดซากุ อิเคดะ (Daisaku Ikeda)

พอได้สวดมนต์ พูดคุยกับเพื่อนๆ ศึกษาคำสอนคำชี้นำ ฟังและเล่าแชร์เรื่องต่างๆแล้ว เรามีมุมมองกับปัญหาเดิมของเรา..
..ที่เปลี่ยนไป

ความอยากเนี้ยมันเป็นพลังเกรดดีที่นำมาพลักดันชีวิตนะ
จะตัดทิ้งไป โดยไม่ได้ใช้งาน
เสียดายของนะครับ…ว่าไหม?

Posted by: Peera | มิถุนายน 28, 2008

เพื่อความยุติธรรม

เมื่อวานติดรถเพื่อนไปประชุมพุทธ ระหว่างทางขากลับซักถามว่าเพื่อนเป็นไง การงานยังดีอยู่ไหม?
เพื่อนเป็นหมอ เป็นคนเพื่อนบ้านเราแดนลอดช่อง แต่ไปเรียนจบจากลุงเมืองเเซม จับพลัดจับพรูมาทำงานอยู่ที่นี้ได้หลายปี เพื่อนบอกวันจันทร์นี้จะเป็นวันสุดท้ายที่เค้าจะเข้าไปทำงานที่นั่น
ถามต่อว่าลาออกหรือ? กลับไม่ใช่ สัญญางานหมดแล้ว แล้วทำไมถึงต้องย้าย? เพราะงานที่นั่นไม่พอสำหรับจำนวนหมอที่ประจำการอยู่ คือคนป่วยน้อยว่างั้น หมอเลยตกงาน เฮ้ยมันตรงข้ามกับที่เราเชื่อมาตลอด ที่ผ่านมาสังคมเหมือนจะให้สัญญาตลอดว่าจะมีหมอไม่พอ
เพื่อนว่าจริงๆแล้วก็ไม่เชิง มันเป็นการกระจายจำนวนหมอต่างหากที่ไม่ทั่วถึง และที่สำคัญคือไม่มีเงิน

สมัยนี้ทุกๆอย่างเเพงขึ้น ถึงจะมีตัวยาใหม่ๆ และเทคโนโลยีที่สามารถต่อชีวิตหรือช่วยชีวิตคนได้มากขึ้น แต่เงินก็ยังเป็นตัวหลักสำคัญ ก่อนที่รัฐจะตีตราในฟอร์มของคนไข้ว่าให้เข้ารับการรักษาได้’ชีวิต’ของคนๆนั้นจะต้องถูกประเมินก่อนว่าคุ้มในการรักษาไหม แล้วคุณค่าของชีวิตของตัดสินกันที่ไหน? คิดแล้วปวดหัวและก็ปวดใจเเทนนักเศรฐษศาสตร์ที่จะต้องประเมิณค่าของชีวิตคนเป็นตัวเลข
จะมีใครไหมที่อยากจะประเมินชีวิตใครว่าชีวิตของคุณคุ้มไหมที่จะรักษาไว้ คงไม่มีคนปกติชอบ และก็คนส่วนใหญ่คงไม่มีใครอยากโดนถูกตัดสินว่า คุณมีค่าพอจะได้รับการรักษาหรือไม่ได้ และถ้าได้-เมื่อไร? ทุกคนอยากจะได้รับความเสมอภาคในการที่ได้มีโอกาศตรงนี้ อยากได้รับการผ่อนทุกข์ทันที รับการบริการทันที แต่ในเมื่อทรัพยากรมันมีจำกัดและจะทำอย่างไร? ก็ต้องมีการจัดสรรและมองลึกลงไปว่าในรายไหน มีความจำเป็นมากกว่า การให้โดยเสมอภาคในบางครั้งกลายเป็นความอยุติธรรมไป ยกตัวอย่าง คุณยายอายุหกสิบต้องผ่านสะโพกใช้เวลาคุณหมอสี่ชั่วโมง กับคุณพ่ออายุสามสิบห้าแขนหักใช้เวลารักษาหนึ่งชั่วโมง ถ้ามองกันเเค่นี้ คุณจะรักษาคนไหน? แต่ถ้ามีข้อมูลเพิ่มว่า คุณยายอยู่บ้านพักคนชรา ได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ ผ่าสะโผกจะทำให้คุณยายเดินเหินได้สะดวกขึ้น คุณพ่อเป็นนักธุรกิจ ต้องเดินทางบ่อย ภรรยาทำงานเหมือนกัน แขนหักทำให้เค้าต้องขาดรายได้และต้องดูเเลตัวเอง ตอนนี้คุณยังเลือกเหมือนเดิมอยู่ไหม? และถ้ามีคุณพ่อเเขนหักสี่คน ตอนนี้คุณยังเลือกเหมือนเดินอยู่หรือเปล่า? มันเริ่มยากนะ

นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมีความเห็นที่ค่อนข้างจะไม่ค่อยดี กับการเพิ่งพารัฐบริหารมากเกินไป
เเน่นอน รัฐควรที่จะต้องดูแลประชาชน และจัดให้มีทุกคนมีได้รับโอกาศที่เสมอกัน แต่ในเมื่อคนแต่ละคนมีเรื่องราวและชีวิตที่ไม่เหมือนกัน มีไม่เท่ากัน แล้วจะให้อย่างไรให้เสมอภาคกัน มันเป็นไปไม่ได้
แต่การให้ให้ยุติธรรม ยิ่งยาก ให้จะไปรู้ว่าข้อมูลที่ได้มานะจริงหรือไหม ตอนกรอกฟอร์มนะใส่ไข่ไหม สงสารตัวเองเกินไปหรือเปล่า แล้วเอาหลักอะไรตัดสินใจ? อารมณ์? เหตุผล? กำไร? เลยเข้าใจว่าการให้เเบบเท่าเทียมนะมันง่ายกว่า อ่ะๆๆ เอาไปคนละอันนะ จบ

แต่ในเมื่อในโลกนี้ คนที่มีเงินและอำนาจยังสามารถที่จะ’จ่าย’ เพื่อกระโดดข้ามคิวไปรับความสะดวก ซื้อความสบาย การให้ที่เสมอภาคเพื่อให้ทุกคนมีความสุขมันเป็นเเค่คารมคุย และมันทำให้เราสับสนไปอีกว่าความเสมอภาคกับความยุติธรรมนั้นมันเป็นเรื่องเดียวกัน
เหมือนที่ประโยคตลกๆที่ว่า “equality sometime is not fair”

ชีวิตมันซับซ้อนและสับสนกว่าที่คิดเยอะ จากที่เห็นอย่างเดียว คงไม่พอ

ผมคิดว่าการที่เราจะตัดสินใจอะไรซักอย่าง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับคนแล้ว ความเป็น’คน’ของผมต้องเข้มเเข็งอย่างมากที่เดียว
หลายครั้ง ที่ผมตัดสินใจโดยใช้ความเป็น’อื่น’มานำ มันทำให้ผมเสียใจทุกครั้งที่คิดถึง
ไม่ง่ายเลยที่จะยกระดับจิตใจของตัวเองขึ้นมา ในการตัดสินใจ เพื่อความเสมอภาคและความยุติธรรม

Posted by: Peera | มิถุนายน 14, 2008

กินข้าวคนเดียว

วันนี้นั่งรถไฟมาทำงานในเมืองหลวง กว่าจะถึงก็สองทุ่มกว่า
เเวะเข้าไปนั่งร้านจีนที่คุ้นเคย
สั่งไอ้เเบบเดิมๆมากิน

ระหว่างรอ สายตาก็สอดส่องไปโต๊ะโน้นโต๊ะนี่
นั่นก็ชาติเดียวกะเรา
นี่ก็ใช่

ได้ยินเสียงภาษาที่คุ้นเคย แต่ไม่ได้เข้าไปร่วมคุยนี่มันทำให้เพิ่มความเหงาขึ้นยังไงไม่รู้
นึกถึงน้องที่เคยมาเรียนที่เมืองเดียวกัน ตกใจเสียงดังเมื่อรู้ว่าผมกินข้าวคนเดียวบ่อยๆ
จริงๆ ก็ไม่อยากจะกินคนเดียวหรอก ยิ่งมีคนเคยบอกว่ากินข้าวคนเดียวบ่อยๆมันไม่ดีต่อสุขภาพจิต

ใครไม่กลัวเป็นบ้าบ้าง?

กินหลายคนมันได้เเย่ง ได้คุย ได้โซโช่วไหล และมีผลพลอยได้คือได้กินกับหลายอย่าง ดีต่อโภชนาการ อาหารห้าหมู่ครบถ้วน แต่การงานในช่วงโมงนี้ สังคมชีวิตเดินทางอย่างงี้ คงมีอยู่หลายคนในคืนนี้ที่ต้องกินข้าวคนเดียว

ต้องกินกับอย่างเดียว…

โต๊ะข้างๆมากับเพื่อนสองสามคนคุยสนุกเฮฮา
สั่งอาหารหลากหลายอย่าง
เซ็ง..
เเม่งไม่เกรงใจกันบ้างเล้ย

อยากจะโทรหาใครซักคน ไม่อยากจะนั่งเงียบคนเดียว มันดูเศร้าพิกล
แต่ตัดสินใจไม่โทร.. โทรศัพท์ไปด้วยกินข้าวไปด้วยมันคงไม่งาม คนคุยด้วยคงนึกว่างัวเคี้ยวเอื้องนั่งอยู่ใกล้ๆ จั้บๆๆ

หยิบหนังสือที่อ่านค้างไว้ในกระเป๋าขึ้นมา ดูมีภูมิกว่าเยอะ..
เเรกๆ ก็ไม่มีสมาธิหรอก พลิกไปมา ให้ดูว่า มาคนเดียวแต่แต่ไม่เหงานะเฟ้ย
ซักพักเริ่มอิน ดิ่งลึก ตาวิ่งตามตัวหนังสือสีดำบนหน้ากระดาษขาวนวล

อาหารมาเเล้ว

ปล่อยให้มันเย็นซักพักละกัน จะได้ไม่ลวกปาก
ข้าวราดหน้าทะเล กับซุปเปรี้ยว หอมฉุยๆ ตั้งรอ
แม่หรือเปล่าน้าที่เคยดุ - อ่านหนังสือไปด้วยกินข้าวไปด้วยได้ยังไง?

มันก็ยากจริงๆ มือหนึ่งกางหนังสือออก อีกมือจ้วงข้าวใส่ปาก
เป็นการกินข้าวที่ทุลักทุเลดี หนังสือไม่เปื้อนก็เก่งเอาการ

…อิ่มแล้ว

ขอบิลครับ

กลัยไปนอนอ่านหนังสือดีกว่า

Posted by: Peera | มิถุนายน 8, 2008

แวนโก๊ะ

วันก่อนแวะไป National Gallery นัดเพื่อนไว้ แต่มาถึงก่อนเวลา…ติดต่อก็ไม่ได้ สงสัยว่ามุึด’หลอด’อยู่
มีเวลา ครึ่งชั่วโมง เลยมาเดินดูรูป ครั้งสุดท้ายทีได้มาก็หลายปีมาแล้ว

ศิลปะจรรโลงใจ - แต่วันนี้เวลาน้อยเลยได้ดูแค่สองรูป

รูปเเรก The Sun Flower - สีเหลืองเป็นสีของมิตรภาพ เเวนโก๊ะเขียนรูปนี้เพื่อเเขวนไว้ในห้องนอนรับเเขก เพื่อต้อนรับโกแกงเพื่อนรัก รูปดูสดใสแต่มีความหมายมากมาย วังวนของชีวิต การอุทิศตน ความสัตย์ซื่อและความเสื่อม

สดใส แต่เเฝงไปด้วยความเศร้า เหงา
เฝ้ารอแต่ก็หวั่นไหว

หลังจากวาดรูปนี้ไม่นานสภาพจิตใจของเเวนโก๊ะก็ดิ่งลง ทะเลาะกับโกแกง โรคประสาทกำเริบ เค้าตัดหูตัีวเอง ผลกระทบเป็นลูกโซ่
เเวนโก๊ะจบชีวิตของตัวเอง อายุ 37ปี

รูปที่สอง ปู
เส้นวาด มันทำให้ผมคิด
ใหญ่-เล็ก ละเอียด-หยาบ หนัก-เบา เข้ม-อ่อน
ความงามมันเกิดจากความต่าง
ความต่างที่ผสมกันอย่างกลมกลืน

การใช้ชีวิต ก็คงคล้ายกัน…
ตรืออด…ตรืออด…”ครับ มาเเล้วเหรอ รอตรงนั้นเเหละ เดี๋ยวไปเจอ”

Posted by: Peera | เมษายน 29, 2008

ถูกหรือเปล่า?

เมื่อวานรุ่นน้องที่มหาลัยเเวะมาขอให้ตรวจเรียงความ

ทีเเรกก็ว่าจะช่วยสัก สองสาม ชม

เอาจริงเข้าปาไป เกือบ 6

ที่นานก็คงเพราะนั่งคุยกันนอกเรื่องไปด้วย

น้องเล่าเรื่องเเฟนเก่าให้ฟัง

เลิกกันไม่ดี คบๆกันอยู่แฟนออฟไซด์ ลักไก่ ไปสกอร์ตทีมอื่น

มันรับไม่ได้…ก็เลยเลิกกัน

ฟังความเเรกผู้ชายผิดเต็มๆ แต่….. ทางพุทธที่ผมศึกษาอยู่ เค้าว่า..

ตัวตนคือสิ่งแวดล้อม

เวลาที่มีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้น เรามักจะไวในการโทษคนอื่น

มึงอะผิด มึง มึง มึง

… คิดในใจงี้ ก็เลยถามสวนไป ตัวตนเป็นสิ่งเเวดล้อมนะน้อง เรามีส่วนที่ทำให้เค้าทำงี้ป่าว?

ตาเขียวปั้ต - พี่หมายความว่าน้องทำให้เเฟนไปกับหญิงอื่นเหรอ? - โอเคกูไม่ถามละ

——–

ความสอง

จริงๆแล้ว คิดๆดูที่เค้าเล่าให้เราฟังก็แค่ความข้างเดียว

ก็คงเหมือนเวลารถชนกัน ถามแต่ละฝ่ายก็ได้เรื่องราวของเหตุการ์ณเดียวกันที่ไม่เหมือนกันเลย เหมือนกันอย่างเดียวคือ

“มันผิด.. มันชนผม”

คุยเรื่องนี้มันทำให้เราคิดถึงเรื่องเก่าของตัวเอง

อดคิดไม่ได้… เออ แล้วกูละ สิ่งเเวดล้อมที่ผ่านมา มันแสดงให้เห็นว่าตัวตนเราเป็นยังไง เข้าข้างตัวเองหรือเปล่า?

คิดไป…. ทั้งๆที่เรื่องมันก็ผ่านไปเเล้ว ทำอะไรไม่ได้แล้ว..

คงเป็นเพราะสันดานเรามันคือคนไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองมั้ง ถึงต้องมาประเมิณตัวเองอย่างนี้บ่อยๆ

เสมอเลย - ที่กูทำไป..ถูกหรือเปล่า?

ทั้งที่จริงๆแล้ว ถูกหรือผิด อาจจะไม่ใช่สาระที่ต้องมาคิด

สำคัญน่าจะที่ว่า - เอาไงต่อ.. จากตรงนี้.. มึงจะทำไงต่อ..?

รู้นะ แต่อดคิดไม่ได้ทุกที

ทั้งๆที่รู้ว่า ทุกอย่างเริ่มจากตรงนี้เป็นต้นไป

ชอบกลับไปติดลบประจำ

เป็นโพสแรกที่ไม่ค่อยสดใสเท่าไหร่เลยว่ะ

หมวดหมู่